ติดต่อ คุณหนุ่ย 081-3985470
สนใจไฟฉายไดนาโมรุ่นไหน แจ้งความสนใจได้ที่
แฟนเพจไฟฉายไดนาโม คลิก like และดูไฟฉายรุ่นต่างๆ


พลังงานที่อยู่ในมือคุณ พลังงานมือหมุน และพลังงานธรรมชาติ


Thursday, June 28, 2012

(หมดแล้ว)!!!ลดล้างสต๊อก L003 ซี่รี่ย์ L, 3 ตัวสุดท้าย


++++สินค้านี้หมดแล้วจ้าาา++++ 


ลดท้าฝน !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ไฟฉายไดนาโม เหมาะมีไว้ติดบ้าน ไม่ใช้ถ่าน ชาร์ทไฟด้วยการหมุนมือ

รุ่น L003 ซี่รี่ย์ L ลดล้างสต๊อก

ความสามารถ : ไฟฉาย + ชาร์ทไฟให้โทรศัทพ์มือถือ

การชาร์ทไฟเก็บไว้ที่ตัวเครื่อง : หมุนมือ, ชาร์ทไฟบ้าน

แบตเตอรี่ : ลิเธี่ยม ไอออน (Lithium Ion) 1000 mAh

คุณสมบัติ


- ส่องสว่าง สะดวก ประหยัดพลังงาน
- ให้พลังไฟ 5 วัตต์ ด้วยหลอด LED 1 หลอด
- ชาร์ทไฟได้โดยตรง ด้วยการหมุนคันโยกด้วยมือ
- สามารถใช้ได้นานต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง หากชาร์ทแบตเตอรี่เต็ม
- มาพร้อมกับอแดปเตอร์ us plug 100-240 V AC และสายชาร์ท USB



ลดล้างสต๊อก 3 ตัวสุดท้าย


จากปกติ 990 บาท

ลดเหลือ 850 บาท พร้อมส่้งฟรีลงทะเบียน

รายละเอียดและดูรูปเพิ่มเติมได้ที่นี่

Wednesday, December 14, 2011

((หมดแล้ว))M002 ไฟฉายมือหมุน กะทัดรัดฟังก์ชั่นครบ ไฟฉาย+วิทยุ+หมุนมือ+USB


 สินค้าหมดแล้วคร่าาา
 -----------------------------------------------------------
M002 ไฟฉายมือหมุน กะทัดรัดฟังก์ชั่นครบ ไฟฉาย+วิทยุ+หมุนมือ+USB








Tuesday, October 18, 2011

ชนิดของแบตเตอร์รี่


รู้จักชนิดของแบตเตอรี่

ถ้า หากสังเกตที่แบตเตอรี่โทรศัพท์ให้ดี จะพบข้อความพิมพ์ติดไว้ ซึ่งโดยแท้จริงแล้วคุณจะต้องให้ความสนใจบ้างกับข้อความเหล่านี้ เพราะจะบอกถึงปริมาณของพลังงานที่บรรจุอยู่ในแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ มีหน่วยการวัดเป็น mAh (milli Amp hours) แบตเตอรี่ที่มีค่าความจุพลังงาน 800mAh จะสามารถใช้งานได้นานกว่าแบตเตอรี่ที่มีความจุ 550mAh

อย่าง ไรก็ตาม แท้ที่จริงแล้วอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ยังขึ้นอยู่กับการจัดการพลังงานภายในตัวเครื่องโทรศัพท์ด้วย โทรศัพท์มือถืออาจจะสามารถเปิดเครื่องรอรับสายได้หลายวันด้วยการใช้ แบตเตอรี่ขนาด 550 mAh ธรรมดา แต่ก็ยังคงต้องใช้พลังงานมากสำรหับการโทรอยู่ดี และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมระยะเวลาการสนทนาต่อเนื่องจึงจำกัดอยู่เพียงแค่ 2-3 ชั่วโมง

โดยปกติ แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่จะมีค่าความจุ mAh มากกว่า แต่ทว่าการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ทำให้ผู้ผลิตสามารถที่จะอัดพลังงานเข้าไปมาก ๆ ได้ในขนาดที่เล็กลง โดยมีการไต่ระดับนวัตกรรมของแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือดังนี้คือ เริ่มต้นจากนิเกิลแคดเมียม (NiCad) ตามมาด้วย นิเกิลเมตังไฮไดร์ (NiMH) , ลิเทียมไอออน (Li-ion) และลิเทียมโพลีเมอร์ (Li-Po)

จากที่เคยยก ตัวอย่างแบตเตอรี่นิเกิลเมตัล ไฮไดร์ ขนาดความจุ 550mAh อาจจะมีขนาดรูปร่างเท่ากับแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน ที่มีความจุ 840mAh ได้ ด้วยเหตุนี้แบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน จึงมีราคาแพงกว่าแบตเตอรี่ชนิดนิเกิลเมตัลไฮไดร์ และมักจะพบเห็นว่ามีการนำไปใช้งานในโทรศัพท์มือถือรุ่นไฮเอนด์ ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ต่อไปมาดูรายละเอียดของแบตเตอรี่แต่ละชนิด

นิเกิลแคดเมียม (NiCad)

แบตเตอรี่ ชนิดนี้มีราคาถูกที่สุด แต่มีข้อเสียหลายอย่าง และเป็นเทคโนโลยีที่มีมานานหลายปีแล้ว เป็นแบตเตอรี่ชนิดที่มีค่าความจะพลังงานน้อยที่สุด คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Memory Effect” หรือที่เรียกว่าการลดลงของแรงดันไฟฟ้า ซึ่งแบตเตอรี่นิเกิลแคดเมียมมักจะเกิดปัญหานี้ นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณไม่ได้ทำการคายประจุแบตเตอรี่ให้หมดก่อนการชาร์จในแต่ละครั้งค่าความ จุของแบตเตอรี่จะค่อย ๆ ลดลงทีละเล็กละน้อย สิ่งสำคัญอีกอย่างของแบตเตอรี่นิเกิลแคดเมียมก็คือ สารเคมีที่บรรจุไว้ภายในนั้นไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยากต่อการกำจัดสารแคดเมียมที่เป็นของเสีย ด้วยข้อเสียดังกล่าวเราจึงแทบจะไม่พบแบตเตอรี่ชนิดนี้นำมาใช้กับโทรศัพท์มือ ถืออีกต่อไป

นิเกิลเมตัลไฮไดร์ (NiMH)

แบตเตอรี่ ชนิดนี้พบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันมากกว่านิเกิลแคดเมียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโทรศัพท์มือถือรุ่นราคาถูก แบตเตอรี่นิเกิลไฮไดร์ มีขนาดความจุที่มากกว่านิเกิลแคดเมียมและยังเป็นชนิดที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่ง แวดล้อม ง่ายต่อการกำจัด และยังมีความไวน้อยต่อ Memory Effect แบตเตอรี่นิเกิลเมตัลไฮไดร์ ต้องการคายประจุอย่างสมบูรณ์ทุก ๆ สัปดาห์หรือสองสัปดาห์ นั่นก็หมายความว่าถ้าคุณใช้แบตเตอรี่ชนิดนี้อยู่ จะต้องปล่อยให้แบตฯหมดจริง ๆ ก่อนการนำไปชาร์จอย่างน้อยก็สองสัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง เนื่องจากพฤติกรรมการชาร์จแบตส่วนใหญ่ก็คือ เมื่อเห็นที่หน้าจอว่าแบตฯเกือบหมด แต่จริง ๆ แล้วยังสามารถใช้ได้อีกสักระยะก็จะนำไปชาร์จเลย บางคนชาร์จทุกวัน ข้อเสียของแบตเตอรี่นิเกิลเมตัลไฮไดร์ ก็คือในเรื่องของความทนทานหลังจากการถูกชาร์จไปแล้วประมาณ 200-300 ครั้ง แบตเตอรี่อาจไม่สามารถให้พลังงานได้มากเพียงพอสำหรับการใช้โทรนาน ๆ

ลิเทียมไอออน (Li-ion)

แบตเตอรี่ ชนิดนี้มีความสามารถในการจุพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม ในขนาดที่เล็กและน้ำหนักเบา และยังไม่มีปัญหาใด ๆ เหมือนกับที่มีในแบตเตอรี่ชนิดอื่น ลิเทียมไอออน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับนิเกิลเมตัลไฮไดร์ และแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ยังกล่าวได้ว่าสามารถป้องกัน Memory Effect ได้ด้วย แต่แบตเตอรี่ชนิดนี้จะมีราคาแพงและมักพบว่ามีการใช้งานในโทรศัพท์มือถือรุ่น ไอเอนด์เป็นส่วนใหญ่

ลิเทียมโพลีเมอร์ (Li-Po)

แบตเตอรี่ชนิดนี้จะคล้าย ลิเทียมไอออนมาก ความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่ทั้งสองชนิดนี้คือ แบตเตอรี่ลิเทียมโพลิเมอร์ สามารถทำแบบให้มีรูปร่างต่าง ๆ ได้ ขณะที่ลิเทียมไอออน จำกัดอยู่แค่รูปร่างที่เป็นก้อนสี่เหลี่ยม แต่เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน แบตเตอรี่ลิเทียมโพลิเมอร์ยังมีราคาแพงอยู่มาก จึงไม่ค่อยพบเห็นในการนำมาใช้ทั่วไปนัก

การดูแลรักษาแบตเตอรี่

สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือส่วนมาก การชาร์จแบตเตอรี่ให้กับโทรศัพท์มือถือ ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่ต้องเสียบปลั๊กเครื่อง ชาร์จ แล้วปล่อยทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง เพื่อเติมกำลังไฟให้แบตเตอรี่ อย่างไรก็ตามมักจะขึ้นอยู่กับชนิดของแบตเตอรี่ที่ใช้ด้วย การชาร์จที่นานเกินไปหรือน้อยเกินไป อาจจะทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานสั้นลง ซึ่งคุณควรจะเข้าใจถึงกระบวนการเคมีที่เกี่ยวข้องด้วยว่า แบตเตอรี่จะเสื่อมคุณภาพเมื่อใช้งานไปนาน ๆ จากข้อมูลในตารางที่ 1 เป็นจำนวนรอบการชาร์จสูงสุดของแบตเตอรี่แต่ละชนิด ซึ่งค่าความจุสูงสุดในการชาร์จของแบตเตอรี่จะลดลงต่ำกว่า 80% ของความจุเดิม

ดังนั้นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมากและต้องชาร์จแบตเตอรี่บ่อย ๆ อาจจะต้องซื้อแบตเตอรี่ใหม่เร็วกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้โทรศัพท์มาก อย่างไรก็ตาม ไม่มีแบตเตอรี่ชนิดใดที่สามารถชาร์จไฟใหม่ได้จนถึงจำนวนรอบสูงสุดดังกล่าว เพราะมันจะเสียซะก่อน แต่สำหรับการทำให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้จนถึงจำนวนรอบตามธรรมชาติของมัน นั้น ต้องอาศัยการดูแลรักษาที่ถูกต้อง แบตเตอรี่อาจจะได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม แต่ก็อาจถูกทำให้เสียหายได้โดยไม่ตั้งใจ

เริ่มต้นใช้งาน

เมื่อ คุณได้แบตเตอรี่หรือโทรศัพท์มือถือมาในครั้งแรก คุณจะต้องทำการกระตุ้นตัวมัน ด้วยการชาร์จและดิสชาร์จอย่างสมบูรณ์ประมาณ 3-4 ครั้งก่อน มันจึงสามารถให้ความจุที่สูงสุดได้ ซึ่งวิธีการนี้จะใช้กับแบตเตอรี่ทุกชนิด

ในครั้งแรกที่คุณ ชาร์จแบตเตอรี่ โทรศัพท์อาจจะแสดงผลบอกว่าชาร์จเต็มแล้วหลังจากการเสียบปลั๊กเพียง 5-15 นาที นนี่คือเรื่องปกติให้ถอดปลั๊กแล้วเสียบเข้าไปใหม่ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการชาร์จอีกครั้ง ถ้าคุณต้องการเก็บรักษาแบตเตอรี่ที่ถอดแยกออกจากตัวเครื่องนาน ๆ ให้นำไปเก็บไว้ในที่ที่แห้งและเย็น เพราะความร้อนและการวางไว้กับวัตถุที่เป็นโลหะ อาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายได้ นอกจากนี้แบตเตอรี่จะคายประจุด้วยตัวมันเองเมื่อถูกเก็บไว้นาน ๆ ซึ่งคุณจะต้องทำการกระตุ้นแบตเตอรี่ดังวิธีที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นก่อนการ นำมาใช้งานอีกครั้ง จึงมีการกล่าวไว้ว่า ไม่ควรปล่อยแบตเตอรี่ชนิดที่ชาร์จไฟได้ทิ้งไว้นานเกินไปโดยไม่มีการนำมาใช้ งาน เพราะการชาร์จและดิสชาร์จ จะช่วยทำให้แบตเตอรี่มีประจุอยู่เสมอ



  • ตารางที่ 1 จำนวนรอบการชาร์จของแบตเตอรี่แต่ละชนิด




  • ชนิดของแบตเตอรี่ จำนวนรอบการชาร์จ (ครั้ง)นิเกิลแคดเมียม (NiCad)1,500





  • นิเกิลเมตัลไฮไดร์ (NiMH) 300-500




  • ลิเทียมไอออน (Li-ion) 500 – 1,000




  • ลิเทียมโพลีเมอร์ 300-500


  • ขอบคุณข้อมูล http://hitech.sanook.com

    (หมดแล้ว)L003 series G ไฟฉายฉุกเฉิน รุ่น Gift ของขวัญสำหรับคนที่คุณห่วงใย


    L003 series G ไฟฉายฉุกเฉิน รุ่น Gift 
    ของขวัญสำหรับคนที่คุณห่วงใย



    ความสามารถ : ไฟฉาย+วิทยุ+เสียงไซเรน
    การชาร์ทพลังงาน : ไฟบ้าน+มือหมุน+ถ่าน
    สามารถจ่ายไฟให้โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ผ่านสาย USB

    มีแต่สีขาว มีไฟ 2 โหมด คือ โหมดไฟหน้ากว้าง และ โหมดไฟอ่านหนังสือ (สามารถใช้แทนโคมไฟได้) และมีวิทยุที่สามารถสแกนหาคลื่นได้ แต่ไม่สามารถหมุนหาคลื่นที่ต้องการได้เอง สัณญาณดีเสีัยงชัด
    มีไฟบอกสถานะระดับพลังงานในตัวเครื่อง
    การชาร์จไฟ => ถ่านไฟฉาย+ไฟบ้าน + หมุนมือ + USB
    ชาร์จโทรศัพท์มือถือ => ผ่านสาย USB

    รายละเอียดและวิธีการใช้ จะมาอธิบายเร็วๆ นี้ค่ะ














    (หมดแล้ว)L003 series L ไฟฉายฉุกเฉิน รุ่น Labor


    +++สินค้านี้หมดแล้วน้าา+++
    L003 series L ไฟฉายฉุกเฉิน รุ่น Labor

    L003 series L เหมาะสำหรับงานภาคสนาม
    มีไฟโหมดเดียว คือ โหมดไฟหน้ากว้าง
    สี => มีสีเหลืองสีเดียว
    การชาร์จไฟ => ไฟบ้าน + หมุนมือ + USB
    ชาร์จโทรศัพท์มือถือ => ผ่านสาย USB


    รุ่นนี้ความสามารถจะด้อยกว่ารุ่น L003 นิดหน่อย เพราะต่างกันตรงที่มีโหมดไฟหน้าที่เป็นไฟฉายหน้ากว้างเพียงอย่างเดียว และราคาที่ถูกกว่า จึงเหมาะกับงานภาคสนาม เช่น การกู้ภัย, ซ่อมรถตอนกลางคืน เป็นต้น

    รายละเอียด แบบเจาะลึกจะมาแนะนำเร็วๆ นี้ค่ะ



    ติดต่อ คุณหนุ่ย โทร 081-398-5470
                           อีเมล์ pinkweb@hotmail.com
     

    Tuesday, August 9, 2011

    ตัวเลขบนฉลากผลไม้ หมายความว่าอย่างไร



    ตัวเลขบนฉลากผลไม้ มีความหมาย ดังนี้

    ฉลากผลไม้ทั่วไป - มีตัวเลขสี่หลัก ขึ้นต้นด้วย 4   เช่น 4 xxx



    ฉลากผลไม้ Organic ( ผลไม้ที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี)  - มีตัวเลขห้าหลัก ขึ้นต้นด้วย   9   เช่น 9 xxxx 

    ฉลากผลไม้  GMO ( ผลไม้ที่ปลูกโดยใช้พันธ์ที่ผ่านการดัดแลงทางพันธุกรรม)  
    - มีตัวเลขห้าหลัก ขึ้นต้นด้วย  8  เช่น 8xxxx
      

    ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณจะเลือกซื้อผลไม้ จำไว้ว่าตัวเลขสำคัญที่คุณควรรู้ เพื่อจะหลีกเลี่ยงการซื้อผลไม้ที่มีสารเคมีและผลไม้ GMO 

    แล้ว ถ้าคุณเห็นแอปเปิ้ล ที่มีรหัส 4922 แปลว่า แอปเปิ้ลนี้เป็นแอปเปิ้ลทั่วๆไป ที่ปลูกด้วยการใส่ปุ๋ยปกติ     

    ถ้าแอปเปิ้ลติดสติ๊กเกอร์ มีรหัส 99222 แสดงว่าเป็นแอปเปิ้ลที่ปลูกโดยวิธีปลอดสารเคมี และปลอดภัย     

    ถ้าแอปเปิ้ลติดสติ๊กเกอร์ มีรหัส 89222 อย่าซื้อ!!!
    แสดงว่าเป็นแอปเปิ้ลที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม( GMO)   
      
    ที่มา : จากอีเมล์ของเพื่อน

    พืช GMO คือ อะไร


    พืช GMO

    สารพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า DNA เป็นสารเคมีที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยพันธุกรรมหรือ ยีน (GENE) และสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอาจจะเป็นสัตว์ พืช หรือจุลินทรีย์

    จุลินทรีย์ GMO นั้นใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา และมีจุลินทรีย์ GMO ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกำจัดคราบน้ำมันได้ดี

    พืช GMO เช่น ฝ้าย ข้าวโพด มันฝรั่ง มะละกอ เรานิยมทำ GMO ในพืชเพราะว่าทำได้ง่ายกว่าสัตว์ และสามารถศึกษาพืช GMO ได้หลายๆ ชั่วอายุของพืช (Generation) เพราะว่าพืชมีอายุสั้นกว่าสัตว์ ซึ่งอายุของสัตว์แต่ละ Generation นั้นกินเวลานานหลายปี

    สัตว์ GMO เช่น ปลาแซลมอน ซึ่ง Modified หมายความว่า ปลานี้ได้รับการปรุงแต่ง หรือดัดแปลงโดยมนุษย์ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร เพราะมนุษย์ล้นโลกได้เป็นอย่างดี จึงเป็นวิธีพัฒนาการทางด้านอาหารสำหรับบริโภคของมนุษย์



    วิธีการทำ GMO

    ปัจจุบัน นักเทคโนโลยีชีวภาพได้ทำการศึกษาวิจัยด้าน GENE หรือ GENOME ทำให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างในสิ่งที่มีชีวิตและยีน เพื่อปรับปรุงคุณลักษณะให้ดีกว่าเดิม คือ การทำ GMO นั่นเอง

    GENETIC ENGINEERING หรือพันธุวิศวกรรมนั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่า Biotechnology หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ เป็นวิธีการที่คัดเลือกสายพันธุ์โดยทำลงไปที่ยีนที่ต้องการโดยตรง แทนวิธีการผสมพันธุ์แบบเก่า แล้วคัดเลือกลูกสายพันธุ์ผสมที่มีลักษณะตามความต้องการ ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานก็ตาม

    วิธีการทำ GMO มี 2 ขั้นตอนดังนี้

    1. เจาะจงโดยการค้นหายีนตัวใหม่หรือจะใช้ยีนที่เป็น TRAITS (มีคุณลักษณะแฝง) ก็ได้ ตามที่เราต้องการ ยีนตัวนี้อาจจะมาจากพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ก็ได้

    2. นำเอายีนจากข้อที่ 1. ถ่ายทอดเข้าไปอยู่ในโครโมโซมของเซลล์ใหม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี

    พืช gmo วิธีหลักที่ใช้กันในปัจจุบัน มี 2 วิธีคือ

    2.1 ใช้จุลินทรีย์ เรียกว่า Agro-Bacterium เป็นพาหะช่วยพายีนเข้าไป ซึ่งคล้ายกับการใช้รถลำเลียงสัมภาระเข้าไปไว้ในที่ที่ต้องการ

    2.2 ใช้ปืนยีน (GENE GUN) ยิงยีนที่เกาะอยู่บนผิวอนุภาคของทอง ให้เข้าไปในโครโมโซมเซลล์พืช กระสุนที่ยิงเข้าไปเป็นทองและนำ DNA ติดกับผิวของกระสุนที่เป็นอนุภาคของทอง และยิงเข้าไปในโครโมโซมด้วยแรงเฉื่อย จะทำให้ DNA หลุดจากผิวของอนุภาคของทอง เข้าไปอยู่ในโครโมโซม ส่วนทองก็จะอยู่ภายในเนื้อเยื่อโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

    เมื่อเข้าไปที่ ใหม่ จะโดยวิธี 2.1 หรือ 2.2 ก็ตาม ยีนจะแทรกตัวรวมอยู่กับโครโมโซมของพืช จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครโมโซมพืช การถ่ายทอดยีนเข้าสู่พืชนั้นมิได้เป็นการถ่ายทอดเฉพาะยีนที่ต้องการเท่านั้น แต่เป็นการถ่ายทอดชุดของยีนเรียกว่า GENE CASSETTE โดยนักวิทยาศาสตร์ที่นำเอายีนที่ต้องการนั้น ไปผ่านขบวนการเสริมแต่ง เพื่อเพิ่มตัวช่วย ได้แก่ ตัวควบคุมการทำงานของยีนให้เริ่มต้นและยุติ และตัวบ่งชี้ปรากฏการณ์ของยีน ซึ่งตัวช่วยทั้งสองเป็นสารพันธุกรรมหรือยีนเช่นกัน ทั้งหมดจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นชุดของยีนก่อนจะนำชุดของยีนนั้น ไปฝากไว้กับเชื้ออะโกรแบคทีเรียมหรือนำไปเคลือบลงบนผิวอนุภาคของทองอีกที หนึ่ง

    นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องพ่วงตัวช่วยเหล่านั้นกับยีนที่ต้อง การเพื่อใส่ยีนเข้าไปในเซลล์พืช ให้สามารถทำงานได้ หรือสามารถควบคุมให้มีการสร้างโปรตีนได้ เมื่อมีตัวควบคุมการทำงานของยีนให้เริ่มต้นหรือให้ยุติ ก็เปรียบเหมือนกับสวิตช์ที่เปิดปิดได้นั่นเอง

    นอกจากนี้ยังต้องมี วิธีการติดตามหรือสะกดรอยชุดยีนที่ใส่เข้าไป พืช gmo โดยตรวจหาสัญญาณตัวบ่งชี้การปรากฏของยีน ซึ่งตัวบ่งชี้นี้ช่วยให้สามารถคัดแยกเซลล์พืชหรือต้นพืชที่ได้รับการใส่ชุด ยีนได้

     วิธีการตรวจหา GMO ในพืชหรือในอาหาร

    วิธีการ ดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ว่าพืชชนิดใดเป็น GMO ต้องใช้เทคนิคชั้นสูง ต้องมีแลบ มีเครื่องมือ มีนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญตรวจหาสาร GMO คือ ยีนที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิดคือ 35 S PROMOTER และส่วนที่เป็นสวิตซ์ปิดเรียกว่า NOS TERMINATOR หรือตรวจยีนตัวเลือก เรียกว่า MARKER GENE หรือ SELECTABLE MARKE GENE จะค่อนข้างยุ่งยากและลำบากในการตรวจพอสมควร

    ที่มา :  http://www2.oae.go.th/zone/zone4/board/index.php?topic=84.0
     

    ไฟฉายฉุกเฉิน ไฟฉายไดนาโม (Dynamo) ไฟฉายปั่นมือ ไฟฉายไม่ใช้ถ่าน ไฟฉายเดินป่า Copyright © 2009 Flower Garden is Designed by Ipietoon for Tadpole's Notez Flower Image by Dapino